-มงคลชีวิต ๓๘

ธรรมะเพื่อความเป็นศิริมงคลของชีวิต...

เป็นความโชคดีของเราเป็นอย่างยิ่ง ที่ได้รับหนังสือมาเล่มหนึ่ง เกี่ยวกับมงคลชีวิต ๓๘ แปลโดยสมเด็จพระครูศิริปัญญามุนี จากพระไตรปิฎก ซึ่งเราจะนำมาพิมพ์ไว้พอสังเขปดังนี้

เมื่อครั้งนั้นเหล่าเทพยาดาได้กราบทูลถามมงคลปัญหาจากสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์ทรงตรัสเทศนาแก่เหล่าเทพยดาไว้ ๓๘ ประการว่า ดูกรเทพยดา สัตว์ทั้งหลายที่มีความปรารถนาหาความสุข ความเจริญในโลกนี้ ในโลกหน้าก็ดี
มงคลที่ ๑
อเสวนา จ พาลนัง
อย่าได้คบหาสมาคมผูกสมัครรักใคร่ ไปมาหาสู่ด้วยคนพาล
มงคลที่ ๒
ปัณฑิตานัญจะ เสวนา
ความว่า การที่ได้คบหาสมาคม ไปมาหาสู่นักปราชญ์ชาติกวี จัดเป็นมงคลความเจริญสุขสวัสดีทั้งชาตินี้และชาติหน้า
มงคลที่ ๓
บูชา จะ ปูชนียานัง
บุคคลใดกระทำสักการะบูชาแก่วัตถุที่ควรบูชา มีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นต้น จัดเป็นมงคลอันประเสริฐเป็นบ่อเกิดบุญสัมปทา การบูชามี 2 อย่าง คือ อามิสบูชา และปฏิปัตติบูชา
มงคลที่ ๔
ปฏิปเทสวาโส
อันประเทศใดเป็นที่ตั้งแห่งพระพุทธศาสนา ประเทศนั้นจัดเป็นมงคลอันประเสริฐ อีกนัยหนี่งว่าประเทศใดมี พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ทรงไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ ปัญญา
มงคลที่ ๕
ปุพเพ จะ กะตะปุญญะตา
ชนทั้งหลายเหล่าใด แต่ชาติก่อนมีความเพียรก่อสร้างสั่งสมกองการกุศลทั้งหลาย มีทานการให้ข้าวน้ำเป็นต้น และศีลความสำรวมระวังกายวาจาและภาวนาความเจริญพระกัมมัฏฐาน และการฟังพระสัทธรรมเทศนา และการทำบูชาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นต้น
มงคลที่ ๖
อัตตะสัมมาปะณิธิ
จิตที่ดีอัตภาพทั้งปวงก็ดี ที่เกิดขึ้นแล้วเรียกว่าตัวตน จิตและอัตภาพทั้งปวงนั้นย่อมแล่นไปสู่ภพน้อยใหญ่ ถึงซี่งความว่ายเวียนอยู่ในสงสาร มีความ แก่ เจ็บ ตาย เป็นต้น จึงเรียกว่าตัวตนในที่นี้ บุคคลใดตั้งไว้ในที่ชอบประกอบด้วยตัวตนไว้ในทีดีมีศีล เรียกว่าอัตตะสัมมาปณิธิเป็นผู้ตั้งตนไว้ในที่ดีที่ชอบ ประกอบในสัมมาปฏิบัติ
มงคลที่ ๗
พาหุสัจจัญจะ
การที่บุคคลใดซึ่งพุทะวจนะคื่อพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าเรียกว่าศาสนาพรหมจรรย์ อธิบายความว่าฆราวาสก็ดี บรรพชิตก็ดีที่หมั่นฟังธรรมและเล่าเรียนศึกษาซึ่งพระธรรมจำทรงไว้เรียกว่าพหุสูต คนที่เป็นพหุสูต รู้ซึ่งธรรม ทรงไว้ซึ่งธรรม เป็นที่สรรเสริญแห่งพระอริยเจ้าทั้งหลายมีพระพุทธเจ้าเป็นต้น
มงคลที่ ๘
สิปุปัญจะ
ความฉลาดพอทำการงานต่างสำเร็จด้วยมือ ลักษณะสิปปะมีสองประการ อาคารสิปปะคือความฉลาดของฆราวาส และอนาคารสิปปะคือความฉลาดของบรรพชิต
มงคลที่ ๙
วินะโย
ความว่าธรรมชาติอันใดเป็นเครื่องนำออกเสียซึ่งโทษทางกายและวาจา ธรรมชาตินั้นชื่อว่าวินัย ทุวิโธวินโย อันได้แก่อาคาริยวินัยทางฆรวาส และอนาคาริยวินัยได้แก่วินัยของบรรพชิต วินัยของบรรพชิตที่ต้องรักษาไม่ต้องซึ่งอาบัติขันธ์ 7 ประการ คือ 1.ปาราชิก 2.สังฆาทิเสส 3.ถุลลัจจัย 4.ปาจิตตีย์ 5.ปาฏิเทสนีย์ 6.ทุกกฏ 7.ทุพภาษีต
มงคลที่ ๑๐
สุภาสิตาจะ ยา วาจา
กล่าวคำอ่อนหวานเป็นที่สุจริต ประกอบองค์ 5 ประการ 1.กล่าวในกาลที่จะพึงกล่าว2.กล่าวแต่คำสัตย์ที่จริงไม่กล่าวคำเท็จ 3.กล่าวคำอ่อนหวานสุขุมละเอียดไม่หยาบคายไม่เคืองหูผู้อื่น 4.กล่าวคำที่มีประโยชน์ในยชาตินี้และชาติหน้า 5.หล่าวคำประกอบไปด้วยจิตเมตตา ไม่มีความโกรธอิจฉาริษยาพยาบาท
มงคลที่ ๑๑
มาตาปิตุอุปัฏฐานัง
บุคลดลหญิงชายที่เกิดมา มีความรู้คุณแห่งบิดามารดา กระทำความอุปฐากปฏิบัติต่อบิดามารดา ด้วยอมิสมีข้าวและน้ำ เสื่อ สาด อาสนะ ผ้าผ่อนท่อนสะไบ เวลาเจ็บไข้ให้หยูกยานวดพื้นคั้นบาทาให้บิดามีสุขสบายกายและจิต ย่อมเป็นที่สรรเสริญแห่งนักปราชญ์ทั้งหลายมีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นต้น
มงคลที่ ๑๒
ปุตตะสังคะโห
บุคคลใดมีความสงเคราะห์แก่บุตรชายหญิงด้วยอามิสและข้อปฏิบัติคือให้โอวาทคำสั่งสอน ทั้งทางโลกและทางธรรม สงเคราะห์ด้วยอามิสนั้น ตั้งแต่ป้อนข้าวอาบน้ำหาของเคี้วยของกัดให้แก่บุตรบริโภคและหาของเล่นเป็นต้น
มงคลที่ ๑๓
ทารัสสะสังคะโห
บุคคลที่เป็นสามีสงเคราะห์แก่ภรรยาด้วยเหตุ 4 สถาน 1.คือให้นับถือกล่าวยกย่องแก่ภรรยาด้วยวาจาอันอ่อนหวานไม่กล่าวคำพูดดูหมิ่น 2.ว่าสามีอย่าโกรธทุบตีก่อนแล้วจึงสั่งสอนต่อภายหลัง 3.ว่าสามีอย่าคิดนอกใจภรรยาเที่ยงหาภรรยาใหม่ 4.ว่าสามีจงให้ภรรยาเป็นใหญ่ในเคหะสถาน คือเป็นคนเก็บทรัพย์ที่สามีได้มาจงมอบให้แก่ภรรยา 5.ว่าสามีจงแสวงหาเครี่องประดับให้แก่ภรรยาโดยสมควรแก่ทรัพย์และตระกูล
ภรรยาสงเคราะห์แก่สามีประกอบด้วยองค์ 5 สถาน 1.ฉลาดในการตบแต่งอาหารให้สามีรัปทานไม่มีความเกียจคร้านต้องตักเตือน2.ภรรยานับถือญาติทั้งสองฝ่ายให้เสมอกัน 3.ให้ภรรยามีใจซื่ตรงต่อสามี่อย่าได้ไปยินดีคบชายอื่นมาสังวาส4.ให้ภรรยาหมั่นภักดีปฏิบัติสามี ให้เป็นที่ยินดีตามอัธยาศัยในกามารมณ์ 5.ให้ภรรยาเป็นผู้ฉลาดในการรักษาทรัพย์ที่สามีได้มาอย่าให้ฉิบหาย
มงคลที่ ๑๔
อะนากุลาจะ ภัมมันตา
บุคคลใดไม่เกียจคร้านในกิจการงานทั้งปวง มีทำไรไถนาและค้าขายเป็นต้น
มงคลที่ ๑๕
ทานัญจะ
ทานการให้มีลักษณะ 3 ประการคือ 1.จาคเจตนาทาน 2.วิรติทาน 3.เทยยะธัมมะทาน ถามว่าทานมีผลมากด้วยอะไรแก้ว่ท่านจะมีผลมากด้วยศีล คือผู้ให้ก็มีศีลผู้รับก็มีศีลทานนั้นจะมีผลมากด้วยอำนาจอานิสงส์คือถวายสังฆทานอุทิศต่อพระอริยเจ้าทั้ง 48 จำพวกอนึ่งอานิสงส์ที่บริจากทานย่อมให้สำเร็จซึ่งสมบัติทั้ง 3 คือ1.มนุษย์สมบัติ 2.สวรรค์สมบัติ 3.นิพพานสมบัติด้วยให้ทานเป็นการละโลภความโลภในวัตถุข้าวของต่างๆเป็นทางดับกิเลสความเศร้าหมองอย่างหนึ่ง
มงคลที่ ๑๖
ธัมมะจะริยา จะ
ชนทั้งหลายประพฤติซึ่งธรรมชอบประกอบด้วยสุจริตอยู่เนืองนิตย์ความมิได้ขาดสุจริตนั้นมี 10 คือ กายสุจริต ๓ วจีสุจริต ๔ มโนสุจริต ๓ เรียกกุศลกรรมบท ๑๐ อนึ่งบุคคลที่ประพฤติซึ่งธรรมสุจริต 10 ประการให้บริบูรณ์ในสันดานเสมอเป็นนิตย์แล้ว ย่อมปิดเสียซึ่งอกุศลบาปธรรมซึ่งจะนำสัตว์ทั้งหลายไปสู่อบาย
มงคลที่ ๑๗
ญาตะกานัญจะสังคะโห
ดำเนินความว่าบุคคลผู้ใดใจโอบอ้อมอารียินดีที่จะสงเคราะห์ญาติทั้งหลายที่เป็นฝ่ายมารดาเนื่องมา 7 ชั่วตระกูลกิริยาว่าญาติทั้งหลายที่เป็นฝ่ายมารดาบิดา มีความยากจนอนาถาหาที่พึ่งมิได้บุคคลที่เป็นญาติสงเคราะห์เอาใจใส่ ให้ข้าวให้น้ำที่อยู่อาศัย เป็นต้น สงเคราะห์แก่ญาติเช่นนี้เรียกว่าสงเคราะห์ด้วยอามิส สงเคราะห์ด้วยธรรมนั้นคือชักชวนหมู่ญาติได้สร้างกุศล มีให้ทานรักษาศีลภาวนาจนถึงบวชบรรพชา
มงคลที่ ๑๘
อนะวัชชกัมมานิ
บุคคลทั้งหลายใดกระทำซึ่งกรรมที่ไม่มีโทษ ท่านว่ากรรมไม่มีโทษนั้นคือการรักษาอุโบสถศีลกระทำขวยขวายช่วยในการกุศลของผู้อื่นก็ดี ปลูกต้นไม้ที่ทรงดอกออกผลในอารามก็ดี สร้างสะพานไว้ให้เป็นที่เดินเหล่านี้เรียกว่ากรรมไม่มีโทษ
มงคลที่ ๑๙
อาระตีวิระตีปาปา
บุคคลทั้งหลายที่ไม่ยินดีในบาปทั้งหลาย คือมองเห็นโทษในการทำบาปหยาบช้าแล้วไม่ทำการบาปด้วยกายวาจาจิต ทำการสุจริตที่จะนำประโยชน์ในชาตินี้และชาติหน้า
มงคลที่ ๒๐
มัชชะปานาจะสัญญะโม
บุคคลทั้งหลายใดมี่ความสำรวมระวังรักษา ไม่ดื่มกินซึ่งน้ำเมา เป็นน้ำเมาเครื่องดองของทำใจให้เกิดความประมาท
มงคลที่ ๒๑
อัปปะมาโท จะ
บุคคลใดไม่มีความประมาทในธรรมทั้งหลาย ถามว่าไม่ประมาทนั้นได้แก่อะไร ได้แก่สติที่ระลึกถึงซึ่งกุศลธรรมทั้งหลายที่ยังไม่บังเกิดขึ้นให้บังเกิดในสันดาน
มงคลที่ ๒๒
คาระโวจะ
บุคคลผู้ใดมีความเคารพกราบไหว้บูชาด้วยความจริงใจในที่ 7 ประการ 1.พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐ2.พระสงฆ์อันประเสริฐ 3.ให่ความเคารพในสิชาบทคือศีล 4.ให้ความเคารพในสมาธิภาวนา 5.ให้ความเคารพในความไม่ประมาท 6.ให้ความเคารพในปฏิสันถารการต้อนรับ 7.ให้ความเคารพในบิดามารดาอุปัชฌาย์อาจารย์ และปู่ย่าตายายพี่หญิงพี่ชาย ลุงป่าน้าอา
มงคลที่ ๒๓
นิวาโตจะ
บุคคลใดในโลกนี้ประพฤติตนเป็นคนต่ำวาจา คือพิจารณาในโทษมานะทิฏฐิความถือตัวตนสัตว์บุคคล และถือชาติตระกูลยศศักด์แล้ว ก็จะสละเสียซึ่งทิฐิมานะไม่ถือตัวตนสัตว์บุคคล ทำตนให้ต่ำกายต่ำวาจาเหมื่อนผ้าเช็ดเท้า
มงคลที่ ๒๔
สันตุฏฐี
บุคคลใดมีความสันโดษไม่มีความมักมากยินดีในวัตถุสิ่งของที่จะแสวงหามาเป็นสอง คือได้มาแล้วก็ไม่หาเป็นที่สอง ยินดีแต่ของที่ได้มาเท่านั้น
มงคลที่ ๒๕
กะตัญญุตา
บุคคลทั้งหลายใดระลึกถึงคุณท่านผู้มีคุณ กระทำตอบแทนซึ่งท่านผู้มีคุณ
มงคลที่ ๒๖
กาเลนะ ธัมมะสะวะนัง
บุคคลใดได้ฟังธรรมเทศนาของสัมมาสัมพุทธเจ้าอยู่เนืองๆตามกาล เพื่อประโยชน์จะให้เกิดความศรัทราเลื่อมใสในพระรัตนตรัย ให้เกิดความสังเวชสลดใจในสังขาร ความศรัทราสังเวชทั้งสองเรียกว่าเป็นบุญกุศล เป้นเครื่องชำระจิตใจของสัตว์ทั้งหลาย
มงคลที่ ๒๗
ขันติจะ
ความอดทนไม่หวั่นไหวในคำด่า 10 ประการ ความอดใจไม่โกรธไม่โลภไม่หลงในอารมณ์คือ รูป เสียง กลิ่น รสและสัมผัสที่เกิดที่บังเกิดทางตาหูจมูกลิ้นกายใจไม่หวั่นไหวเรียกว่าขันติ
มงคลที่ ๒๘
โสวะจัสสะตา
ย่อมประพฤติตนเป็นคนสอนง่ายไม่มีมานะทิฏฐิอุปทานแน่นหนาในสันดาน มีจิตเบิกบานอ่อนน้อมรับโอวาทคำสั่งสอนของนักปราชญโดยเคารพเหตุจะให้เกิดปัญญาพิจารณาเห็นคุณโทษ
มงคลที่ ๒๙
สะมะณานัญจะ ทัสสะนัง
ความเห็นซึ่งสมณะทั้งหลายผู้มีสันดานอันระงับจากกิเลสด้วยจักษุคือตาหรือปัญญาคือใจ ความเห็นด้วยตาหรือด้วยใจในวัตถุทึ่ควรจะเลื่อมใสคือเพศบรรพชามีภิกษุสามเณรเป็นต้น เห็นผู้ปฏิบัติกายวาจาใจให้บริสุทธิ์ด้วยศีลสมาธิปัญญาน่าเลื่อมใสอีกอย่างหนึ่ง การได้เห็นได้ฟังถึงท่านผู้สิ้นกิเลสอีกอย่างหนี่ง
มงคลที่ ๓๐
กาเลนะ ธัมมะสากัจฉา
แปลว่าบริษัททั้ง 4 คือภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ทั้ง 4นี้มีความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา ได้เล่าเรียนศึกษาธรรมและพระวินัยที่พระศาสดาทราบัญญัติแต่งตั้งไว้ เมื่อได้เล่าเรียนได้แล้วก็พากันนำมาพูดจาสู่กันฟังในท่ามกลางหมู่บริษัทที่ประชุมด้วยธรรมที่เป็นกุศลและอกุศลในเวลากลางวันและกลางคืนเป็นต้น
มงคลที่ ๓๑
ตะโป จะ
แปลว่าบุคคลใดมีความเพียรสำรวมระวังรักษาซึ่งอินทรีย์เป็นต้น กำจัดเสียซึ่งอกุศล คือ ราคะ โทสะ โมหะอวิชชา ตัณหา มานะ ทิฏฐิ อุปาทานให้หมดน้อยลงจากสันดาน
มงคลที่ ๓๒
พรหมจะริยัญจะ
อธิบายว่า รู้ประพฤติตนให้เป็นคนประเสริฐเรียกว่าพรหมจรรย์ คือ1.การให้ตามกาลหรือให้เป็นนิตย์แก่มนุษย์และสัตว์ดิรัจฉานในน้ำบนบกเป็นปกติ 2.การช่วยทำการกุศลของบุคคลอื่นด้วยความแช่มชื่น 3.รักษาศีล๕ 4. การเจริญเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา 5. ไม่เสพเมถุนด้วยกามราคะ 6.ความสันโดษมักน้อย 7.เป็นผูมีความเพียร 8.การรักษาอุโบสถศีล 9.มีปัญญาพิจารณาเห็นในอริยสัจทั้ง ๔ 10.ธรรมข้อปฏิบัตคือศีล สมาธิ ปัญญา
มงคลที่ ๓๓
อะริยะสัจจานะทัสสะนัง
แปลว่าธรรมชาติอันใดที่เป็นของจริงแท้ไม่แปรผัน ธรรมชาตินั้นเรียกว่าอริยสัจ บุคคลใดมีปัญญาพิจารณาเห็นอริยสัจทั้ง๔ นี้แล้วอันได้แก่ ทุกขสัจ สมุทยสัจ นิโรธสัจ มัคคสัจ
มงคลที่ ๓๔
นิพพานะสัจฉิกิริยา จะ
บุคคลใดมากระทำซึ่งพระนิพพานความดับทุกข์ให้รู้แจ้งเห็นประจักษ์ขึ้นในสันดาน
มงคลที่ ๓๕
ผุฏฐัสสะโลกะธัมเมหิจิตตังยัสสะนะกัมปะติ
โลกธรรม 8 ประการครอบงำจิตสันดานผู้ใดจิตของผู้นั้นไม่หวั่นไหวด้วยโลกธรรมทั้ง 8 นั้นได้แก่ ยศ ลาภ สรรเสริญ สุข ความเสื่อมลาภ เสื่อมยส ความนินทา ความทุกข์
มงคลที่ ๓๖
อะโสกัง
แปลว่าบุคคลใดมีจิตใจมิได้เศร้าโศกโศกาอาลัยร้องไห้บริเทวนาการด้วยความพลัดพลาดจากสัตว์และสังขารอันเป็นที่ชอบใจ
มงคลที่ ๓๗
วิระชัง
บุคคลใดถึงอรหันต์บุคคลนั้นชื่อว่าปราศจากธุลี ถามว่าอะไรเรียกว่าธุลี แก้ว่า1.ราคะความกำหนัดยินดีในกามคุณทั้ง 5 2.โทสะความโกรธประทุษร้ายแก่สัตว์และสังขาร คือบุคคลใดไม่มีความเศร้าหมองในสันดาน
มงคลที่ ๓๘
เขมัง
บุคคลทั้งหลายใดทำจิตใจให้บริสุทธิ์ผ่องใสไกลจากโยคะเครื่องประกอบในจิตทั้ง4 อันได้แก่1.กามโยคะเครื่องประกอบจิตใจแห่งสัตว์ทั้งหลาย ให้ยินดีอยู่ในกามคุณทั้ง 5คือรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส 2.ภวโยคะเครื่องประกอบจิตสัตว์ทั้งหลายให้ยินดีในรูปภพ 3.ทิฏฐิโยคะเครื่องประกอบจิตแห่งสัตว์ทั้งหลายให้ยินดีในทิฏฐิ 4.ความเห็นผิดจากคลองธรรมวินัยพุทธศาสนา 5.อวิชชาโยคะเครื่องประกอบจิตแห่งสัตว์ทั้งหลาย ให้ยินดีในอวิชชาโมหะและหลงใหลในสังขาร นี้เป็นเครื่องประกอบจิตแห่งสัตว์ทั้งหลายให้ยินดีรักใคร่เวียนว่ายอยู่ในวัฏฏสงสาร ให้เกิดแก่เจ็บตายเศร้าโศกอาลัย ไม่มีที่สิ้นสุดทั่วทั้งมนูษย์และเทวดามารพรหมและอบายภูมิ ทั้ง 4 ที่ว่ามานี้โดยสังเขป

เมื่อมีโอกาสในครั้งต่อไปจะพยายามแก้ไขปรับปรุง ให้สมบูรณ์มากที่สุด เพื่อเป็นธรรมทาน แด่ผู้แสวงหาธรรมะทุกคน

No comments: