-สติปัฏฐานสี่ หนทางสู่นิพพาน


เป็นหัวใจของการภาวนา เป็นหนทางสู่พระนิพพาน ถือเป็นภาคปฏิบัติของสมถะและวิปัสสนา

ภาวนา แปลว่าการฝึกอบรมจิตให้เกิดความสงบ หรืออบรมจิตให้เกิดปัญญารู้แจ้งความจริงของชีวิตจนพ้นทุกข์
สมถภาวนา การอบรมจิตให้เกิดความสงบ มีสมาธิ
วิปัสสนาภาวนา การอบรมจิตให้เกิดปัญญาที่แรงกล้า จนสามารถตัดอวิชชา และทำให้พ้นทุกข์บรรลุธรรมได้
สมถภาวนา มีได้หลายวิธี เช่น การเพ่งกสิณ เมื่อจิตเป็นสมาธิ สงบตั้งมั่นดีแล้ว ถือเป็นจิตที่สามารถน้อมไปพิจารณา ไตรลักษณ์ คือความไม่เที่ยงของสังขาร ว่าเป็นอนิจจังคือความไม่เที่ยง เป็นทุกขัง คือเป็นทุกข์ ทนอยู่สภาพเดิมไม่ได้ต้องเปลี่ยนแปลงไป อนัตตาคือไม่เป็นไปตามความต้องการของเรา เป็น วิปัสสนาภาวนา

สติปัฏฐานสี่ เป็นหนทางเพื่อความบริสุทธิ์ ทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพานเป็นการปฏิบัติที่ดีที่สุด ในพระพุทธศาสนา มี ๔ อย่าง คือ การพิจารณาให้เห็น

1)กายในกาย การพิจารณากายทำได้หลายอย่างได้แก่ การทำอานาปานสติ หรือสมาธิที่ระลึกรู้ในลมหายใจ หรือ พิจารณาอิริยาบทว่า ร่างกายกำลัง ยืน เดิน นั่ง นอน โดยรู้ชัดในท่าทางเหล่านั้น หรือพิจารณา สัมปชัญญะ คือ ทำความรู้สึกตัวอย่างละเอียดขึ้นในท่าต่างๆ เช่น การก้าว การถอย การคู้ การเหยียดขา การกิน การดื่ม การเคี้ยว การถ่าย การยืน การนั่ง การหลับ การตื่น การพูด การนิ่ง ปฏิกูลมนสิการ คือให้เห็นร่างกายเป็นสิ่งปฏิกูล ให้แยกแยะว่า ร่างกายเราประกอบไปด้วยอวัยวะ เช่นตับ ไต ม้าม ปอด พังผืด ไส้น้อยใหญ่ ล้วนสกปรก เป็นของไม่สะอาด มีเกิด มีเสื่อม หรือ อาจจะพิจารณา ให้เห็นเป็น ธาตุมนสิการ คือให้เห็นว่าร่างกายมีแต่ธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ มาประชุมกัน หรื่อจะพิจารณาให้เห็นเป็นศพ ในระยะต่างๆ ตั้งแต่เริ่มตาย มีน้ำเหลืองน้ำหนองไปจนถึงกระดูก โดยใช้หลักเดียวกันว่า ให้เห็นความเกิด ความเสื่อม ความดับในร่างกายนั้น และระลึกว่ากายนั้นเพียงให้จิตได้อาศัยอยู่เท่านั้น ไม่น่าไปยึดมั่นถือมั่นใดๆ ไม่ควรไปอยากได้ ไปยึดอะไรทั้งสิ้น

2)เวทนาในเวทนา เวทนาคือความรู้สึกของจิตมีสามอย่างคือ รู้สึก สุข ทุกข์ หรือไม่สุขไม่ทุกข์นั้น คือเมื่อใจเรามีอย่างหนื่งอย่างใดในนี้ ก็ให้รู้ชัดและเห็นความเกิด ความเสื่อมในเวทนาเหลานั้นชัดเจนว่าเกิดขึ้น ตั้งอยู่ เดี๋ยวก็ดับไป ไม่ควรไปยึดมั่นถือมั่นใดๆ ว่าเป็นของเรา ไม่ควรไปอยากไปยึดอะไรทั้งสิ้น

3)จิตในจิต ก็คือให้รู้ชัดว่าจิตของเรากำลังมีราคะ ก็รู้ว่าจิตมีราคะ หรือจิตปราศจากราคะ ก็รู้ว่าจิตปราศจากราคะ ทำนองเดียวกันคือ จิตมีโทสะ หรือ โมหะ หรือหดหู่ หรือเป็นสมาธิ อย่างไรก็ไห้รู้ชัดว่ามี หรือไม่มี และเห็นความเกิดความเสื่อมในจิตเหล่านั้นชัดเจนว่าเกิดขึ้น ตั้งอยู่ เดี๋ยวก็ดับไป จิตเหล่านี้มีเพียงเพื่อระลึกรู้ไปอย่างนั้นเอง ไม่ควรไปยึดมั่นถือมั่นใดๆ ไม่ควรไปอยาก ไปยึดอะไรทั้งสิ้น

4)ธรรมในธรรม คือ พิจารณา ธรรมทีเกิดในจิตใจของเราเอง เช่น เมื่อมีธรรมหมวด นิวรณ์ (เครื่องกั้นความดี)ได้แก่ มีความอยากในกาม หรือมีความโกรธ พยาบาท หดหู่ ฟุ้งซ่าน หรือ ความลังเลสงสัย ในใจของเราก็ไห้รู้ชัด หรือเมื่อมีสัมผัสทางอายตนะ เช่น ตาเห็นรูป หูได้ยินเสียง จมูกได้กลิ่น ลิ้นรับรส กายสัมผัส ใจคิดอย่างไร มีความเพียร มีการคิดนึกในธรรม มีความสุข สงบ จิตตั้งมั่น หรืออุเบกวางเฉย อย่างไรก็ให้รู้ชัด ท้ายสุดคือพิจารณา อริยสัจสี่ คือ ทุกข์ สาเหตุมาจากความอยากอะไรบ้าง ภาวะดับทุกข์เป็นอย่างไร แนวทางในการดับทุกข์เป็นอย่างไร เมื่อพิจารณาก็ให้ เห็นความเกิด ความเสื่อมในธรรมเหล่านั้นชัดเจนว่าเกิดขึ้น ตั้งอยู่ เดี๋ยวก็ดับไป ธรรมเหล่านี้ มีเพียงเพื่อระลึกรู้ไปอย่างนั้นเอง ไม่ควรไปยึดมั่นถือมั่นใดๆ

การเจริญ สติปัฏฐานสี่ เน้นความต่อเนื่องเป็นหลัก วิธีการนั้นคือ ให้เจริญสติทีละอย่าง(เปลี่ยนไปมาได้ตามสภาวะธรรมที่เกิดขึ้นกับกายใจ) สรุปแล้วคือสติรู้ชัดในร่างกายและจิตใจ ให้เห็นชัดถึงการเปลี่ยนแปลง เกิดดับ และไม่ยึดมั่นในสิ่งนั้น สักแต่ว่าเป็นเช่นนั้นเอง ไม่มีตัวตน บุคคล เรา เขา อยู่ในนั้น ไม่ยึดว่าเป็นตัวตนของตน

จะเห็นได้ว่า การภาวนา พุทโธ โดยรู้ลมหายใจคู่กันไป หรือการทำ พองหนอ ยุบหนอ หรือสัมมาอะระหัง การรู้จิต ดูจิตอยู่เฉยๆ ต่างก็จัดเป็นภาคปฏิบัติของ สติปัฏฐานสี่ ด้วยกันทั้งสิ้น



...ผู้เรียบเรียง น.ท. น.พ.จักรพงศ์ ไพบูลย์

No comments: