-อานิสงส์ของการให้ทาน

กรรมผูกพันบุญผูกพัน การไม่มีเวรมีกรรมต่อผู้ใดเป็นที่พึงปรารถนาเป็นที่สุด เราเป็นส่วนหนึ่งของสัตว์สังคมที่ไม่โดดเดียว ทำให้ต้องก่อเกิดความเกี่ยวข้องกัน ด้วยสถานะทางสังคม ด้วยความสัมพันธ์ตามเผ่าพันธุ์ที่กำเนิด เมื่อคิดจะไม่ผูกเวรกรรมต่อผู้อื่น เห็นจะต้องละได้แล้วซึ่งทุกสิ่ง ละซึ่งความรัก โลภ โกรธ หลง พึงระลึกอยู่เสมอว่าตัวเราไม่ใช่ของเรา เราเกิดมาแล้วต้องตายทุกผู้ทุกคน หนทางที่จะนำไปสู่นิพพานนั้น มนุษย์เรานั้นต้องพร้อมปฏิบัติด้วย ทาน ศีล และเจริญภาวนา การคิดจะทำอะไรที่ไม่หวังผลตอบแทน แต่เป็นการให้เพื่อได้บรรลุธรรมของผู้เสียสละ คงไม่ยิ่งใหญ่อย่างสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในชาติหนึ่งของพระเวสสันดรบารมีทานในชาตินั้น ขอเป็นเพียงการให้ที่บริสุทธิใจไม่หวังผลตอบแทน ตามอัตภาพกำลัง ทุกครั้งเมื่อมีโอกาสได้สนับสนุนงานทุกงานในพระพุทธศาสนา ด้วยทรัพย์ที่หามาด้วยการประกอบสัมมาอาชีวะ

อ้างถึงพระธรรมคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า การทำบุญต่อผู้ทรงศีลในพระพุทธศาสนา(พระสงฆ์)นั้น จะได้บุญสูงสุด ถ้าวัตถุทานที่ให้บริสุทธิ เจตนาบริสุทธิ ผู้รับบริสุทธิ จิตที่บริสุทธิย่อมเป็นคลังแห่งทรัพย์ พร้อมที่จะรองรับมหาบุญบารมีที่ยิ่งใหญ่ นำไปสร้างบารมีได้ ทั้งในชาตินี้และชาติหน้า ถ้ามีองค์ประกอบ ๓ ประการ ทานนั้นจะมีผลมาก ได้บุญมาก

๑.วัตถุที่ให้ต้องบริสุทธิ หมายถึงวัตถุสิ่งของที่จะให้เป็นทานนั้น จะต้องเป็นของบริสุทธิ์ คือเป็นสิ่งที่เราได้เสวงหา ด้วยความบริสุทธิในการประกอบอาชึพ

๒.เจตนาในการให้ทานต้องบริสุทธิ์ ให้มีจิตใจร่าเริงเบิกบานในการทำงานทั้ง ๓ ระยะคือ

  • ระยะก่อนที่จะให้ทาน ก็ให้ทำจิตให้โสมนัสร่าเริงเบิกบาน เพื่อสงเคราะห์ผู้อื่นให้ได้รับความสุขเพราะทานของตน
  • ระยะที่กำลังลงมือให้ทาน ก็ให้ทำด้วยจิตใจโสมมนัส ร่าเริงยินดีและเบิกบานในทานที่ตนกำลังให้ผู้อื่น
  • ระยะหลังจากที่ให้ทานไปแล้ว เมื่อหวนคิดถึงทานที่ตนได้ทำไปแล้วครั้งใด ก็ให้ทำจิตใจให้มีความโสมมนัสร่าเริงเบิกบาน ยินดีในทานนั้นๆไม่ใช่มาเสียดายในทานนั้น

๓.ผู้รับทานบริสุทธิ์ ผู้รับทานเปรียบเป็นเนื้อนาบุญ ถ้าให้ทานแก่คนที่ไม่ดีก็เหมือนเป็นเนื้อนาบุญที่ไม่ดี ถ้าผู้รับมีศีลธรรมมาก ทานนั้นก็ยิ่งมีผลมาก ดังนั้นการให้ทานแก่คน ย่อมมีอนิสงส์มากกว่าสัตว์ หรือให้ผู้ที่ไม่มีศีล ให้ทานแก่พระสงฆ์มีอานิสงส์มากกว่าคนที่มีศีลทั่วไป พระพุทธเจ้าทรงสอนว่า การให้สังฆทาน มีอานิสงส์มากกว่าให้ทานแก่พระองค์ และการถวายทานเพื่อสร้างวิหาร มีผลมากที่สุดมากกว่าสังฆทานและทานใดๆ

จิตที่คาดหวังในผลแห่งทานจะมีอนิสงส์น้อยกว่าการให้ทานเพื่อละกิเลส การตั้งจิตอธิษฐานโดยทั่วไปแบ่งได้สองอย่าง คือตั้งความปรารถนาในสิ่งที่ต้องการ อีกแบบคือ ตั้งอธิษฐานจิตเป็นอธิษฐานบารมี ว่าตั้งใจแนวแน่ที่จะทำความดี

อธิษฐานบารมี คือการตั้งจิตอธิษฐานเพื่อให้สัตว์โลกพ้นทุกข์ เพื่อเป็นพระสาวกในพระพุทธศาสนา ไม่ใช่การหวังผลในทาน แต่เป็นการหวังในเหตุเพื่อจะทำความดี ส่วนการตั้งความปารถนาพระนิพพาน อันนี้เป็นการตั้งความปารถนาที่จะพ้นทุกข์ พระนิพพาน เป็นภาวะทีไม่มีอะไรอีกเลย นอกจากความพ้นทุกข์ ทางพระถือว่าไม่เป็นการหวังผล และเป็นสิ่งที่ควรทำ

การให้ทานจะมีอนิสงส์ไปในทางมีโภคทรัพย์ และรูปสมบัติ มีบันทึกไว้ในพระไตรปิก โดยเบื้องต้น ได้มี เทวดาทูลถามทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า บุคคลให้สิ่งอะไรชื่อว่าให้กำลัง ให้สิ่งอะไรชื่อว่าให้วรรณะ ให้สิ่งอะไรชื่อว่าให้ความสุข ให้สิ่งอะไรชื่อว่าให้จักษุ และบุคคลเช่นไรชื่อว่าให้ทุกสิ่งทุกอย่าง พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรัสตอบว่า บุคคลให้อาหารชื่อว่าให้กำลัง ให้ผ้าชื่อว่าให้วรรณะ ให้ยานพาหนะชื่อว่าให้ความสุข ให้ประทีปโคมไปชื่อว่าให้จักษุ และผู้ที่ให้ที่พักอาศัยชื่อว่าให้ทุกสิ่งทุกอย่าง ส่วนผู้ที่พร่ำสอนพระธรรมชื่อว่าให้อมฤตธรรม ผู้ที่ให้ของที่พอใจย่อมได้ของที่พอใจ

สัปปุริสทาน ทานของคนดี พระพุทธเจ้าทรงสอนไว้ว่าทานของคนดี นี้มี ๕ อย่าง คือ

๑.ให้ทานด้วยศรัทธา จะเป็นผู้มีรูปสวยงาม น่าดู น่าเลื่อมใส ประกอบไปด้วยผิวพรรณที่งดงาม
๒.ให้ทานด้วยความเคารพ จะเป็นผู้มีบุตรภรรย ทาส คนใช้หรือคนงาน เป็นผู้เชื่อฟัง ที่เระเชื่อฟ้งตน
๓.ให้ทานตามกาลที่สมควรให้ ย่อมได้รับผลทานเสมอเมื่อตนด้องการ
๔.ให้ทานมีจิตอนุเคราะห์ จะมีจิตใจประณีตขึ้นได้รับการบริโภคกามคุณ๕ ที่ประณีตยิ่งขึ้น
๕.ให้ทานไม่กระทบตนและผู้อื่น จะเป็นผู้มีโภคทรัพย์ที่มันคง ไม่มีภยันตราย ไม่ว่าจะ จากไฟ จากน้ำ จากพระราชา จากโจร จากคนไม่เป็นที่รัก หรือ จากทายาท มาทำอันตรายได้

ขออนุโนทนาบุญทุกท่าน ที่ได้เข้ามาอ่านข้อคิดเกี่ยวแก่ธรรมของข้าพเจ้า

No comments: