อรูปฌาน ๔ และสมาบัติ ๘

สำหรับผู้เข้าถึงกายภายในแล้ว


สำหรับท่านที่ถึงธรรมกายแล้ว และได้ฝึกซ้อนสับทับทวี จนสุดกายหยาบกายละเอียด และเจริญรูปฌานทั้ง ๔ โดยอนุโลมและปฏิโลมแล้ว ในลำดับนี้ก็จะเป็นวิธีการเข้าอรูปฌาน ๔ ต่อไป

เบื้องต้น ก็ให้ทุกท่านรวมใจหยุดนิ่งอยู่ ณ ศูนย์กลางกายพระอรหัตองค์ละเอียด แล้วเพ่งลงไปที่ศูนย์กลางกาย เข้ารูปฌานทั้ง ๔ อันมีปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน และจตุตถฌาน ตามลำดับ ให้ใสละเอียดทั้งฌานและกาย

เมื่อเจริญฌานถึงจตุตถฌานแล้ว ก็ให้ถอยอารมณ์ฌานกลับลงมาสู่ปฐมฌาน เป็นปฏิโลม แล้วให้ญาณของธรรมกายน้อมเข้าสู่เหตุว่างของปฐมฌานนั้น พิจารณาเอาอกาศที่ว่างเปล่าเป็นอารมณ์ องค์ฌานเดิมก็จะว่างหายไป เมื่อจิตละเอียดหนักเข้า ก็จะปรากฎองค์ฌานใหม่บังเกิดขึ้นรองรับธรรมกาย ใสละเอียดทั้งฌานและกาย นี้เป็น อากาสานัญจายตนฌาน

แล้วก็ให้ญานของธรรมกายน้อมเข้าไปในรู้ ในเหตุว่างของทุติยฌาน เพ่งพิจารณาเอาวิญญาณ(ธาตุรู้)เป็นอารมณ์ องค์ฌานเดิมก็จะว่างหายไป แล้วจะปรากฎองค์ฌานใหม่บังเกิดขึ้นรองรับองค์ธรรมกายอีก ใสละเอียดหมดทั้งฌานและกาย ยิ่งขึ้นไปอีก นี้เป็น วิญญาณัญจายตนฌาน

ก็ให้ญาณธรรมกายน้อมเข้าไปในเหตุว่างของตติยฌานต่อไปอีก เพ่งพิจารณาในรู้ที่ละเอียดในเหตุว่างเปล่า ไม่มีอะไร เป็นอารมณ์ องค์ฌานเดิมก็จะว่างหายไปอีก แล้วจะปรากฎองค์ฌานใหม่บังเกิดขึ้นรองรับธรรมกาย ใสละเอียดหมดทั้งฌานและกายยิ่งขึ้นไปอีก นี้เป็น อากิญจัญญายตนฌาน

ทีนี้ก็ให้ญาณธรรมกายน้อมลงไปในเหตุว่างของจตุตถฌาน เพ่งพิจารณาต่อไปอีกว่า สัญญาเต็มว่าง คืออารมณ์ที่ว่างเปล่านี้ จะว่ามีสัญญา(ความจำได้หมายรู้อารมณ์)อยู่ก็ไม่ใช่ จะว่าไม่มีสัญญาอยู่ก็ไม่เชิง เพราะละเอียดสุขุมนัก เมื่อเพ่งพิจารณาไปจนจิตละเอียดหนัก ก็จะปรากฎองค์ฌานใหม่บังเกิดขึ้นแทนที่องค์ฌานเดิมที่ว่างหายไป ใสละเอียดยิ่งนักหมดทั้งฌานและกาย นี้เป็น เนวสัญญานาสัญญายตนฌาน

เมื่อได้ฝึกเจริญรูปฌาน ๔ และอรูปฌาน ๔ รวมเป็นสมาบัติ ๘ โดยอนุโลมดังนี้แล้ว ก็ให้ฝึกถอยอารมณ์ฌานจาก เนวสัญญานาสัญญายตนฌาน กลับลงมาสู่ปฐมฌาน เป็นปฏิโลมจนชำนาญ

เมื่อท่านเข้าใจในวิธีเจริญสมาบัติ ๘ โดยอนุโลมและปฏิโลมแล้ว ก็ให้ดำเนินไป ๗ เที่ยว ธรรมกายก็ยิ่งใสละเอียดที่สุด ก็ให้ปล่อยอุปาทานในขันธ์ ๕ และความยินดีในฌานนั้น โดยรวมใจหยุดในหยุดนิ่งในไส้กลางของกลางๆๆๆไปเรื่อย ก็จะรู้สึกเหมือนมีแรงดึงดูดไปยังอายตนะหนึ่ง ที่ใสละเอียด สุขุมลุ่มลึกอย่างยิ่ง นี้แปลว่า ธรรมกายเดิมนั้นตกสูญเข้าอายตนะนี้ แล้วธรรมกายที่สุดละเอียดก็ปรากฏขึ้นใหม่ในอายตนะนี้ ใส ละเอียดหนักยิ่งขึ้นไปอีก ให้ท่านพิจารณาดูให้ทั่วว่า อายตนะนี้ เป็นอะไร มีลักษณะอย่างไร ให้รวมใจหยุดในหยุด กลางของหยุดในหยุดไปเรื่อย พร้อมด้วยตรึกถามไปที่ศูนย์กลางธรรมกายนั่นแหละ ก็จะทราบได้ว่า เป็นอายตนะอะไร ถ้ายังไม่มีญาณหยั่งรู้ว่าเป็นอายตนะอะไร ก็ให้รวมใจหยุดในหยุด นิ่งแน่น ลงไปที่กลางของกลางๆๆๆ กายอรหัตที่สุดละเอียดต่อไปอีก ก็จะทราบด้วยญาณธรรมกายของตนเอง

เมื่อรู้แน่ชัดว่า อายตนะนั้นคืออะไรแล้ว ก็ซ้อนสับทับทวีกับธรรมกายที่ละเอียดๆต่อๆไปจนสุดละเอียด กลางของกลางๆๆไปเรื่อย ไม่ถอยกลับ หากประสงค์จะทราบข้อธรรมใด ก็ให้ตรึกถามไปที่ศูนย์กลางกายธรรมที่สุดละเอียด ก็จะมีญาณหยั่งรู้ได้ด้วยตนเอง ตามภูมิธรรมที่ปฏิบัติได้ และหากอธิษฐานปรารถนาสิ่งใดๆที่ชอบ ก็จะสมปรารถนาตามควรแก่คุณธรรมและบุญบารมีที่ได้เคยสร้างอบรมมาแล้ว

แม้ภายหลังแต่การหยุดพักแล้ว ก็จงหมั่นรวมใจหยุดในหยุด ณ ศูนย์กลางกายธรรมที่ละเอียดที่สุดในอายตนะนี้อยู่เสมอ แล้วท่านจะประจักษ์ในคุณค่าของการปฏิบัติธรรม ตามแนววิชชาธรรมกายนี้ด้วยตัว ของท่านเอง อย่างที่ไม่เคยได้ประสบมาก่อน

ปจฺจตฺตํ เวทิตพฺโพ วิญฺญูหีติฯ


(เป็นสิ่งที่ผู้รู้ก็รู้ได้เฉพาะตน)

No comments: