การเจริญพรหมวิหาร


นี้เป็นธรรมปฏิปักษ์กับกิเลสประเภท โทสะ โดย ตรงซึ่งมีลักษณะรุ่มร้อนดุจไฟที่สามารถเผาผลาญสิ่งต่างๆ ให้พินาศลงได้กิเลส ตระกูลโทสะนี้ เริ่มมาตั้งแต่ความไม่พอใจในอารมณ์อย่างใดอย่างหนึ่ง เรียกว่า อรติ หากไม่รำงับลงแล้ว ก็จะกลายเป็นความขัดเคืองใจ เรียกว่า ปฏิฆะ คืออาการที่จิตเก็บอารมณ์นั้นไว้ กรุ่นอยู่ ไม่อาจลืมได้ หากไม่รำงับก็จะกำเริบขึ้น กลายเป็นความเดือดดาล หรือที่เรียกว่าความโกรธ หรือ โกธะ นั่นเอง ทีนี้หากปล่อยต่อไป กลายเป็นความคิดประทุษร้ายด้วยกาย วาจา ใจ เรียกว่า โทสะ หากไม่รำงับอีก ก็จะกำเริบเสิบสาน กลายเป็นความ พยาบาท หรือความผูกใจเจ็บแค้น คิดหาทางแก้แค้นหรือมุ่งทำร้าย เมื่อได้แก้แค้นแล้วก็หายไป แต่บางรายยังไม่หาย กลับผูกใจเจ็บที่จะจองล้างจองผลาญต่อๆไปอีก เป็นการผูกเวร เป็นเหตุให้เกิดโทษ ทุกข์ต่อๆกันไป ไม่สิ้นสุด

กล่าวโดยย่อ กิเลสตระกูลโทสะนี้ อาจแบ่งเป็นกลุ่มใหญ่ๆ ตามความหยาบ ละเอียด หนักเบาได้ ๓ กลุ่มใหญ่ๆ คือ ๑.กลุ่มหยาบ ได้แก่ ความพยาบาทผูกเวร ๒.กลุ่มปานกลาง ได้แก่ มักขะ ความลบหลู่ดูถูก ,อิสสา ความริษยา เห็นผู้อื่นได้ดีก็ไม่พอใจ กลั่นแกล้งให้ร้ายป้ายสีผู้อื่นด้วยประการต่างๆ และ สารัมภะ คือความชิงดีชิงเด่นในทางทำลายผู้อื่น ๓.กลุ่มเบาบาง ได้แก่ ปฏิฆะ กับ อรติ

พระพุทธองค์ทรงสั่งสอนให้สาธุชนหมั่นประกอบจิตใจตนเอง ให้อยู่ในขันติและพรหมวิหารธรรมอยู่เสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมตตาพรหมวิหารนี้ เพื่อให้สามารถข่มเสียซึ่งโทสะให้คลายลง และให้สามารถอดกลั้นต่ออนิฏฐารมณ์(อารมณ์ที่ไม่น่าปรารถนา) ไม่เบียดเบียนหรือเป็นโทษภัยแก่ตนเองและผู้อื่น อานิสงส์ของการเจริญเมตตาพรหมวิหารธรรม ๑.หลับก็เป็นสุข เพราะจิตใจอ่อนโยน ไม่ตึงเครียด ๒.ตื่นก็เป็นสุข เพราะไม่มีเวรภัยกับผู้ใด จึงไม่ต้องวิตกกังวลใดๆทั้งสิ้น ๓.ฝันเป็นมงคง ไม่ฝันร้าย ๔.ย่อมเป็นที่รักใคร่ยินดี ของมนุษย์ทั้งหลาย ๕.ย่อมเป็นที่รักใคร่ยินดี ของอมนุษย์ทั้งหลาย (เทวดา พรหม เป็นต้น) ๖.เทวดาย่อมคุ้มครองรักษา ๗.ปลอดภัยจากอัคคีภัย ยาพิษ สัตว์มีพิษทั้งหลาย และศาสตราวุธ ๘.จิตย่อมเป็นสมาธิโดยเร็ว ๙.สีหน้าย่อมผ่องใส ใจเป็นสุข ๑๐.เมื่อจะตายย่อมได้สติ ไม่หลงตาย (เอื้อต่อการไปสุคติภูมิ) ๑๑.หากยังไม่ได้บรรลุมรรคผล เมื่อไปสู่สัมปรายภพ(ภพหน้า) ย่อมไปสู่สุคติ เช่น มนุษย์(ที่พรั่งพร้อมด้วยสุขสมบัติ รูปสมบัติ ทรัพย์สมบัติ คุณสมบัติ) หรือเทวโลกเป็นต้น และหากก่อนตายไม่เสื่อมจากฌาน ย่อมไปบังเกิดในพรหมโลก

การเจริญเมตตาพรหมวิหารระดับฌาน

รวมใจทุกกายให้หยุดอยู่ ณ ที่ศูนย์กลางกายอรหัตองค์ที่ละเอียดที่สุด แล้วก็ให้ใจของธรรมกาย เพ่งลงไปที่ตรงกลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์ พอใจหยุดนิ่งได้ถูกส่วน ประกอบด้วยอารมณ์ วิตก วิจาร ปีติ สุข และเอกัคคตา ก็จะเห็นองค์ฌานปรากฎขึ้นรองรับทุกกาย เพ่งใจลงไปที่กลางของกลางๆๆ ให้ใสละเอียดทั้งฌานและกาย นี้เป็นปฐมฌาน แล้วก็แผ่ขยายข่ายของญาณพระธรรมกายให้กว้างออกไปจนเต็มจักรวาล ให้ข่ายญาณกวาดล้อมธาตุธรรมของสรรพสัตว์ทั้งหลาย ทั้งมนุษย์และอมนุษย์ เข้ามารวมที่ศูนย์กลางกายทั้งหมด ให้อายตนะภายใน(ตาหูจมูกลิ้นกายใจ เอาศูนย์กลางกายเป็นสำคัญ) ของทุกกายตรงกันกับของเราหมด แล้วเพ่งพิจารณาโทษของการขาดเมตตา และคุณของเมตตา

"ตัว เราเองปรารถนามนุษยสมบัติ ทิพยสมบัติ และนิพพานสมบัติเพียงใด ผู้อื่นหรือสัตว์ทั้งหลาย ก็มีความปรารถนาในความสุขเช่นนี้เหมือนกัน ตัวเราเองไม่ปรารถนาความทุกข์ร้อน จากการเบียดเบียนหรือเวรภัยใดๆ ผู้อื่นก็ไม่ปรารถนาเช่นเดียวกับเรา"

เมื่อจิต ใจเปี่ยมด้วยเมตตาหรือความรักปรารถนาต่อผู้อื่นดีแล้ว ก็แผ่ฌานและเมตตาพรหมวิหาร ด้วยจิตใจที่ละเอียดอ่อน บริสุทธิ์ สมบูรณ์ จากศูนย์กลางกายที่สุดละเอียด ไปยังสรรพสัตว์ทั้งหลายให้หมดทั่วทั้งจักรวาล ให้ใสละเอียดหมด

การเจริญกรุณาพรหมวิหารระดับฌาน

เมื่อ แผ่เมตตาพรหมวิหารจนจิตเอิบอิ่ม ทรงอารมณ์ปฐมฌานดีแล้ว ก็ให้ญาณธรรมกายเพ่งลงไปที่กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็น กายทิพย์ พอใจหยุดนิ่งได้ถูกส่วน จนอารมณ์วิตก วิจารสงบลงไป ก็จะเห็นองค์ฌานใหม่ปรากฎขึ้นรองรับทุกกาย ให้รวมใจหยุดนิ่งจนใสละเอียดทั้งฌานทั้งกาย นี้เป็นทุติยฌาน ก็ให้ข่ายญาณพระธรรมกายแผ่ขยายกว้างออกไปจนเต็มจักรวาลอีก กวาดล้อมเอาธาตุธรรมของสรรพสัตว์ทั้งหลายให้มารวมอยู่ ณ ศูนย์กลางที่สุดละเอียด แล้วเพ่งพิจารณาโทษของการขาดกรุณาธรรม และคุณของกรุณาพรหมวิหารว่า

"เรา ประจักษ์ในทุกข์ของสัตว์ทั้งหลาย รวมทั้งของตัวเราเองด้วยว่า เป็นเพราะเหตุที่สัตว์ทั้งหลายยังเป็นผู้มีอวิชชาครอบคลุมจิตใจอยู่ จึงเกิดกิเลส ตัณหา อุปาทาน ในสังขารทั้งที่มีวิญญาณครองและไม่มีวิญญาณครอง(สิ่งมีชีวิตและไม่มีชีวิต) จึงเป็นทุกข์ ด้วย ความเกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นทุกข์ด้วยความที่ต้องพลัดพรากจากสิ่งอันเป็นที่รัก และต้องประสบกับสิ่งที่ตนไม่ปรารถนา เป็นทุกข์ด้วยความไม่สมหวัง ในสิ่งที่ตนปรารถนาจะได้ จะมี จะเป็น, หรือเป็นทุกข์ที่ต้องได้รับผลจากอกุศลกรรม ได้แก่ เหตุวิบัติ บาปศักดิ์สิทธิ์(บาปที่ส่งผลฉับพลัน) ภัยพิบัติ ภับสงคราม ภัยธรรมชาติ รวมทั้งการได้กำเนิดในทุคติ, และแม้แต่จะกำลังเสวยผลจากกุศลกรรม ตราบใดที่ยังไม่พ้นจากไตรวัฏฏะ คือกิเลสวัฏฏะ กรรมวัฏฏะ วิปากวัฏฏะแล้ว ก็ไม่วายที่จะต้องเสื่อมจากความสุขและสมบัติที่เคยได้รับ ตนเองปรารถนาที่จะพ้นจากทุกข์เหล่านั้นเพียงใด ผู้อื่นหรือสัตว์อื่นทั้งหลาย ก็ย่อมปรารถนาที่จะพ้นทุกข์ภัยเช่นนั้นเหมือน กัน"

เมื่อจิตละเอียดอ่อน เปี่ยมด้วยกรุณาพรหมวิหาร คือความสงสารที่สัตว์ทั้งหลาย รวมทั้งตัวเราเองด้วยได้พ้นทุกข์เหล่านี้ไป เสีย ดังนี้แล้ว ก็แผ่ฌานและกรุณาพรหมวิหารจากศูนย์กลางกายที่สุดละเอียดของเราเอง ไปยังสรรพสัตว์ทั้งหลายเหล่านั้น ขอให้ได้รู้แจ้งเห็น จริงในทุกข์, ในเหตุแห่งทุกข์ แล้วก็ไม่ประมาทมัวเมาในชีวิต เร่งประกอบความเพียรเพื่อกำจัดเหตุแห่งทุกข์นั้น, กระทำนิโรธให้แจ้ง และเจริญอริยมรรค ๘ เพื่อความหลุดพ้นจากทุกข์ทั้งหลายด้วยปัญญาอันเห็นชอบเถิด ให้แผ่ฌานและกรุณาพรหมวิหารด้วยจิตใจที่สะอาดบริสุทธิ์ และละเอียดอ่อนนั้น ไปยังสรรพสัตว์ทั้งหลาย ให้ใสละเอียดทั้งจักรวาล

การเจริญมุทิตาพรหมวิหารระดับฌาน

เมื่อ แผ่กรุณาพรหมวิหารจนจิตเอิบอิ่ม ทรงอารมณ์ทุติยฌานดีแล้ว ก็ให้ญาณของพระธรรมกาย เพ่งลงไปตรงศูนย์กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นรูปพรหม พอใจหนุดนิ่งถูกส่วน อารมณ์ปีติสงบลง ก็จะปรากฎองค์ฌานใหม่บังเกิดขึ้นรองรับกายทุกกาย ใสละเอียดหมดทั้งฌานและกาย นี้เป็น ตติยฌาน แล้วขยายข่ายของญาณพระธรรมกายให้กว้างออกไปจนเต็มจักรวาล กวาดล้อมเอาธาตุธรรมสรรพสัตว์ทั้งหลาย มายังศูนย์กลางกายที่สุดละเอียด แล้วพิจารณาโทษของการขาดมุทิตา และคุณของการมีมุทิตาพรหมวิหารว่า

"เรา ปรารถนาที่จะไม่เสื่อมจากสุขสมบัติและคุณสมบัติอย่างไร และปรารถนาในความเจริญยิ่งๆขึ้นไปในสุขสมบัติ คุณสมบัตินั้น จากผลของทาน ศีล ภาวนา ขึ้นไปเป็นผลของ ศีล สมาธิ ปัญญา จนถึงมรรคผลนิพพาน หรือถึงตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าเพียงใด ผู้อื่นหรือสัตว์อื่นทั้งหลาย ก็ย่อมปรารถนาในสุขสมบัติและคุณสมบัติเช่นนั้น เหมือนกัน"

เมื่อเพ่งพิจารณาจนจิตละเอียดอ่อน เปี่ยมด้วยมุทิตาพรหมวิหารแล้ว ก็แผ่ฌานและมุทิตาพรหมวิหารด้วยจิตใจที่ใสละเอียดบริสุทธิ์ แล้วร่วมยินดีในกุศลที่สัตว์ทั้งหลายได้กระทำ ยินดีในความสุขที่สัตว์ทั้งหลายได้รับจากผลของทาน ศีล ภาวนา ยินดีในมรรคผลนิพพานที่พระอริยเจ้าทั้งหลายได้บรรลุ จากศูนย์กลางกายที่สุดละเอียดของเราไปยังสรรพสัตว์ทั้งหลาย ให้ใสละเอียดไปทั้งหมด

การเจริญอุเบกขาพรหมวิหารระดับฌาน

เมื่อ จิตละเอียดหนักเข้าในอารมณ์ตติยฌานแล้ว คราวนี้จะถึงจตุตถฌาน ซึ่งเป็นอารมณ์อุเบกขา จึงใช้เจริญอุเบกขาพรหมวิหาร เพราะอุเบกขาพรหมวิหารระดับฌาน เจริญได้เฉพาะในจตุตถฌาน เมื่อถึงจุดนี้ ละสุขเวทนา ละทุกขเวทนา ละเอียดลุ่มลึกสุขุมประณีต สงัดจากกามสิ้นเชิง (เป็นเนกขัมมบารมีอย่างยิ่ง)

ให้ญาณของธรรมกายเพ่งลงไปที่ กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นอรูปพรหม พอหยุดนิ่งได้ถูกส่วน อารมณ์สุขสงบลง ก็จะเห็นองค์ฌานใหม่เกิดขึ้นรองรับทุกกาย เพ่งให้ใสละเอียดหมดทั้งฌานและกาย นี้เป็น จตุตถฌาน แล้วก็ขยายข่ายญาณพระธรรมกายให้กว้างออกไปจนสุดจักรวาล กวาดล้อมเอาธาตุธรรมของสรรพสัตว์ทั้งหลาย เข้ามารวมที่ศูนย์กลางกายสุดละเอียด แล้วพิจารณาโทษของการขาดอุเบกขาพรหมวิหาร และคุณของการมีอุเบกขาพรหมวิหารว่า

"สรรพสัตว์ ทั้งหลาย ต่างก็มีกรรมเป็นของตน เป็นทายาทของกรรม เป็นผู้รับผลกรรมเอง เป็นผู้มีกรรมเป็นกำเนิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นที่อาศัยไป ผู้ใดกระทำกรรมใดไว้ จะดีหรือชั่วก็ตาม ย่อมต้องเป็นผู้รับผลของกรรมนั้น"

เมื่อพิจารณาจนจิตละเอียดอ่อน เปี่ยมด้วยอุเบกขาพรหมวิหารนั้นไปยังสรรพสัตว์ทั้งหลาย ให้ใสละเอียดทั่วกันหมดทั้งจักรวาล

นี้เป็นวิธีเจริญพรหมวิหาร ๔ ในระดับฌาน เป็นการเจริญภาวนาที่มีผลมากแก่ผู้อื่น และมีอานิสงส์มากแก่ผู้เจริญภาวนา เมื่อกระทำจนชำนิชำนาญแล้ว ก็สามารถแผ่พรหมวิหารนี้ไปยังสรรพสัตว์ในจักรวาลอื่น โดยอธิษฐานจิตซ้อนเข้ามาในลักษณะเดียวกับที่กล่าวมาแล้ว ให้ศูนย์กลางกายตรงกันหมด ทับทวีทั่วทั้งแสนโกฏิจักรวาล อนันตจักรวาลไม่มีประมาณทีเดียว

No comments: