กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน

ปฏิกูลมนสิการบรรพ

เดิน ฌานสมาบัติอนุโลม-ปฏิโลม จนจิตสงบรำงับ ญาณทัสสนะผ่องใสดีแล้ว ให้รวมใจหยุดอยู่ ณ ศูนย์กลางธรรมกายพระอรหัตที่สุดละเอียด เพ่งลงไปที่กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์ ตรึกหยุดนิ่งลงไป จนเกิดรัศมีสว่างเต็มกาย จนจิตสงัดเป็นอุเบกขาดีแล้ว ก็ถอยอารมณ์ลงมาอุปจารสมาธิ แล้วอธิษฐานให้เห็นส่วนต่างๆของร่างกายตามเป็นจริง ครบหมดทั้งอาการ ๓๒

พิจารณา ส่วนต่างๆของร่างกายภายในตนเองก่อน เริ่มตั้งแต่ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก เยื่อในกระดูก ม้าม หัวใจ ตับ พังผืด ไต ปอด ไส้ใหญ่ ไส้น้อย อาหารใหม่ คูถ(อาหารเก่า หรือ อุจจาระ) มันในสมอง ดี เสมหะ หนอง เลือด เหงื่อ มันข้น น้ำตา มันเหลว น้ำลาย น้ำมูก ไขข้อ มูตร(ปัสสาวะ)

พิจารณาทบทวนไปมาให้ความเป็นจริงว่า ประกอบด้วยปัจจัยปรุงแต่งอะไรบ้าง เป็นสิ่งที่งดงาม น่าใคร่ น่ายินดี หรือไม่ เพียงไร?

พิจารณาส่วนต่างๆของร่างกาย ว่ามีการเกิดขึ้นแล้วตั้งอยู่ถาวรตลอดไปหรือไม่?

เปลี่ยนแปลงจากสภาพที่เคยเป็นอยู่อย่างไร? (ใช้ญาณทัสสนะตรวจดูตั้งแต่เริ่มปฏิสนธิในครรภ์มารดา จนถึงปัจจุบัน)

แล้วใช้ญาณทัสสนะตรวจดูว่าเมื่อตายลงแล้ว ส่วนต่างๆจะเปลี่ยนจากสภาพเดิมอย่างไร? มีการแตกทำลาย เสื่อมสลายอย่างไร?

กลับสู่สภาพเดิมคือ ดิน น้ำ ลม ไฟ อากาศธาตุอย่างไร?

เมื่อพิจารณาดูร่างกายของตนทั่วหมดแล้ว ก็น้อมเอาร่างกายของผู้อื่น ทั้งที่เคยหลงรัก หลงชัง ไม่รักไม่ชัง มาพิจารณาในแบบเดียวกัน

หาก การเห็นเริ่มจะเลือนก็ให้รวมใจหยุด ณ ศูนย์กลางธรรมกายพระอรหัตที่สุดละเอียด เจริญฌานสมาบัติ เมื่อจิตเข้าสู่สมาธิดีแล้ว ก็ดำเนินการพิจารณาไตรลักษณ์ที่กล่าวมาอีกได้

กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน: ธาตุมนสิการบรรพ

ทำ ใจให้หยุดนิ่งเป็นสมาธิแนบแน่น เพื่อชำระจิตใจให้ใสสะอาดบริสุทธิ์จากนิวรณ์ธรรมอันเป็นเครื่องปิดกั้นปัญญา เมื่อใจหยุด สงบ เป็นสมาธิแน่วแน่ ปลอดจากนิวรณ์ธรรมทั้งหลายแล้ว ก็เจริญภาวนาเพื่อให้เกิดปัญญารู้แจ้งในสภาวะจริงของธรรมชาติ ที่ประกอบด้วยปัจจัยปรุงแต่ง(สังขตธรรม) โดยพิจารณาส่วนต่างๆของร่างกายไปทีละส่วนๆ ทั้งของตนเองและของผู้อื่นนั้น ต่างประกอบด้วยปัจจัยปรุงแต่งกันขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประกอบด้วยส่วนที่เป็นของหยาบ แข็ง คือธาตุดิน, ส่วนที่เป็นของเหลว คือธาตุน้ำ, ส่วนที่เป็นแก๊ส คือธาตุลม, ส่วนที่เป็นอุณหภูมิ คือธาตุไฟ และส่วนที่เป็นช่องว่างภายในร่างกาย คืออากาศธาตุ เหล่านี้เป็นต้น

ที่กล่าวมาข้างต้นนั้น เป็นการพิจารณาสังขารร่างกายที่มีวิญญาณ(ธรรมชาติที่รับรู้)ครอง ซึ่งเรียกว่า อุปาทินนกสังขาร กับสิ่งที่เกี่ยวเนื่องกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง"โลกธรรม ๘"

ทีนี้ลองมาพิจารณาสังขารประเภทที่ไม่มีวิญญาณครอง คือไม่ประกอบด้วยธรรมชาติที่ทำหน้าที่รับรู้ ซึ่งเรียกว่า อนุปาทินนกสังขาร

สังขารที่ประกอบด้วยปัจจัยปรุงแต่ง ประเภทที่ไม่มีวิญญาณครองนั้น มีทั้งสิ่งที่มีชีวิต เช่น ต้นไม้ พืชผักทั้งหลาย และสิ่งที่ไม่มีชีวิต ได้แก่ ซากศพ ซากพืช รวมตลอดทั้งสสารอื่นๆ เช่น ดิน น้ำ ไฟ ลม (ส่วนหยาบ มีธาตุอื่นผสม) แร่ธาตุต่างๆ อัญมณี เคหสถาน บ้านเรือน อาหาร ฯลฯ ล้วนแต่เป็นสิ่งที่ประกอบด้วยปัจจัยปรุงแต่ง แม้แต่น้ำหยดหนึ่ง, ดินก้อนหนึ่ง, ไฟกองหนึ่ง หรือลมส่วนหนึ่ง ถ้าหากพิจารณาแยกธาตุออกโดยแยบคายแล้ว ก็จะเห็นว่าประกอบด้วยปัจจัยปรุงแต่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ธาตุทั้ง ๔ หรือที่เรียกว่า มหาภูตรูป ๔ คือยังประกอบด้วยส่วนที่หยาบ เหลว อุณหภูมิ เป็นแก๊ส เป็นต้น

ดัง นั้น อนุปาทินนกสังขารเหล่านี้ ก็ย่อมจะต้องเปลี่ยนแปลงแปรผันไปจากสภาวะที่ประกอบขึ้นเป็นรูปสังขารนั้นทุก ขณะ ไม่อาจคงทนสภาพเดิมนั้นได้ตลอด และในที่สุดก็ต้องแตกทำลายสิ้นสภาพที่ประกอบเป็นรูปสังขารเดิมนั้น กลับไปสู่สภาพดั้งเดิมของมัน คือ มหาภูตรูป ๔ แล้วแปรปรวนประกอบเป็นรูปสังขารอื่นๆต่อไป เช่น ซากศพก็ย่อยสลายกลายเป็นอินทรียสารไปเลี้ยงต้นไม้ และต้นไม้นั้นก็ตายแปรสภาพไปไม่รู้จบ ฯลฯ ด้วยเหตุนี้ หากผู้ใดไปหลงยึดมั่นถือมั่น เป็นจริงเป็นจังว่าเป็นตัว เป็นตน เป็นของเรา ของเขาแล้วเพียงใด ก็ย่อมประสบทุกข์มากน้อยตามส่วนแห่งความยึดถือนั้น

การพิจารณาเช่นนี้ เมื่อทำบ่อยๆ จนเกิดภาวนามยปัญญาอันแรงกล้าขึ้นมา ย่อมตัดทำลาย "สักกายทิฏฐิ" ลงอย่างสิ้นเชิง เห็นว่าสังขตธรรมทั้งหลายเป็นที่ยึดถือไม่ได้ เมื่อทำครั้งแรกๆก็เป็นเพียงการข่มกิเลส เมื่อเจริญมากเข้าก็เกิดปัญญา จึงปล่อยวางจากอุปาทานในขันธ์ ๕ อันจะยังประโยชน์ แห่งมรรค ผล นิพพาน อันเป็นบรมสุข ให้เป็นที่หวังได้ สำหรับผู้ปรารถนาเป็นพระอรหันตสาวก

แต่ สำหรับผู้ปรารถนาพุทธภูมิ ย่อมเพิ่มพูนมหาปัญญาบารมีเป็นแน่แท้ และหนุนให้บารมีในด้านอื่นสว่างไสว เช่น เห็นว่ากายไม่ใช่สิ่งน่ายึดถือ ก็จะทำลายความตระหนี่ หนุนทานบารมี พอใจในการออกจากกาม หนุนเนกขัมมบารมี ฯลฯ เป็นต้น

No comments: