อภิภายตนะ ๘

ภูมิต้านทานกิเลสทางอายตนะ

๑. คนหนึ่งมีรูปสัญญาในภายใน เห็นรูปทั้งหลายในภายนอกเล็กน้อย ทั้งที่มีผิวพรรณดี ผิวพรรณทราม ก็มีสัญญาอย่างนี้ว่า เรารู้เราเห็นย่ำยีรูปเหล่านั้น

๒. คนหนึ่งมีรูปสัญญาภายใน เห็นรูปทั้งหลายในภายนอกไม่มีประมาณทั้งที่มีผิวพรรณดี ผิวพรรณทราม ก็มีสัญญาอย่างนี้ว่า เรารู้เราเห็นย่ำยีรูปเหล่านั้น

๓. คนหนึ่งมีอรูปสัญญาในภายใน เห็นรูปทั้งหลายในภายนอกเล็กน้อยทั้งที่มีผิวพรรณดี ผิวพรรณทราม ก็มีสัญญาอย่างนี้ว่า เรารู้เราเห็นย่ำยีรูปเหล่านั้น

๔. คนหนึ่งมีอรูปสัญญาในภายใน เห็นรูปทั้งหลายในภายนอกไม่มีประมาณทั้งที่มีผิวพรรณดี ผิวพรรณทราม ก็มีสัญญาอย่างนี้ว่า เรารู้เราเห็นย่ำยีรูปเหล่านั้น

๕. คนหนึ่งมีอรูปสัญญาในภายใน เห็นรูปในภายนอกเขียว มีสีเขียวรัศมีเขียว แสงสว่างเขียว เปรียบเหมือนดอกผักตบเขียว มีสีเขียว รัศมีเขียวแสงสว่างเขียว ฉันใด หรือเปรียบเหมือนผ้าเมืองพาราณสี มีเนื้อเกลี้ยงเกลาทั้งสองข้าง เขียว มีสีเขียว รัศมีเขียว แสงสว่างเขียว ฉันใด คนหนึ่งมีอรูปสัญญาในภายใน เห็นรูปทั้งหลายในภายนอกเขียว มีสีเขียว รัศมีเขียว แสงสว่างเขียว ก็มีสัญญาอย่างนี้ว่า เรารู้เราเห็นย่ำยีรูปเหล่านั้น ฉันนั้น

๖. คนหนึ่งมีอรูปสัญญาในภายใน เห็นรูปทั้งหลายในภายนอกเหลืองมีสีเหลือง รัศมีเหลือง แสงสว่างเหลือง เปรียบเหมือนดอกกัณณิกาเหลืองมีสีเหลือง มีรัศมีเหลือง แสงสว่างเหลือง ฉันใด หรือเปรียบเหมือนผ้าเมืองพาราณสี มีเนื้อเกลี้ยงเกลาทั้งสองข้าง เหลือง มีสีเหลือง มีรัศมีเหลือง แสงสว่างเหลือง ฉันใด คนหนึ่งมีอรูปสัญญาในภายใน เห็นรูปทั้งหลายในภายนอกเหลือง มีสีเหลือง มีรัศมีเหลือง แสงสว่างเหลือง ก็มีสัญญาอย่างนี้ว่า เรารู้เราเห็นย่ำยีรูปเหล่านั้น ฉันนั้น นี้เป็นอภิภายตนะประการที่ ๖

๗. คนหนึ่งมีอรูปสัญญาในภายใน เห็นรูปทั้งหลายในภายนอกแดง มีสีแดงรัศมีแดง แสงสว่างแดง เปรียบเหมือนดอกเส้งแดง มีสีแดง รัศมีแดงแสงสว่างแดง ฉันใด หรือเปรียบเหมือนผ้าเมืองพาราณสี มีเนื้อเกลี้ยงเกลาทั้งสองข้าง แดง รัศมีแดง แสงสว่างแดง ฉันใด คนหนึ่งมีอรูปสัญญาในภายใน เห็นรูปทั้งหลายในภายนอกแดง มีสีแดง มีรัศมีแดง แสงสว่างแดงก็มีสัญญาอย่างนี้ว่า เรารู้เราเห็นย่ำยีรูปเหล่านั้น ฉันนั้น

๘. คนหนึ่งมีอรูปสัญญาในภายใน เห็นรูปทั้งหลายในภายนอกขาว มีสีขาวรัศมีขาว แสงสว่างขาว เปรียบเหมือนดาวประกายพฤกษ์ขาว มีสีขาว มีรัศมีขาว แสงสว่างขาว ฉันใด หรือเปรียบเหมือนผ้าเมืองพาราณสี มีเนื้อเกลี้ยงเกลาทั้งสองข้าง ขาว มีสีขาว รัศมีขาว แสดงสว่างขาว ฉันใด คนหนึ่งมีอรูปสัญญาในภายใน เห็นรูปทั้งหลายในภายนอกขาว มีสีขาว รัศมีขาว แสงสว่างขาว ก็มีสัญญาอย่างนี้ว่า เรารู้เราเห็นย่ำยีรูปเหล่านั้น ฉันนั้น

สุภวิโมกข์

สุ ภวิโมกข์นี้เป็นพุทธพจน์ปรากฎในพระไตรปิฎก ๒ แห่ง คือ ในปาฏิกสูตร (พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๑ ข้อ ๑๗)และในเมตตสูตร (พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๙ ข้อ ๕๙๗)

สรุปความในปาฏิกสูตรคือ พระพุทธองค์ทรงตรัสแก่ภัคควโคตรว่า เมื่อพระโยคาวจร (ผู้เจริญสมาธิ) เข้าสุภวิโมกข์ (คือเข้าฌานด้วยการ เพ่งสิ่งที่ดีงาม หรือวรรณกสิณเป็นอารมณ์) ย่อมรู้ชัดสิ่งที่ดีงามเท่านั้น แต่มีสมณะพราหมณ์บางพวกกล่าวบิดเบือนไปตรงข้ามว่าพระพุทธองค์ ทรงสอนว่าผู้เข้าสุภวิโมกข์ย่อมเห็นสิ่งทั้งปวงว่าไม่งาม (การเจริญวัณณกสิณ คือการกำหนดสิ่งทั้งหมดงดงามเป็นอารมณ์)

และในเมตตสูตร ทรงกล่าวถึงการเจริญอัปปมัญญา (เมตตาพรหมวิหาร)ว่ามีสุภวิโมกข์เป็นผล ซึ่งเป็นการกำหนดสิ่งที่ดีงามเป็นอารมณ์เช่นกัน ฌานที่ได้ด้วยการเจริญวัณณกสิณ และอัปปมัญญา จึงเรียกว่า สุภวิโมกข์ สามารถทำให้จิตสงบระงับจากอกุศลธรรมได้ตลอดเวลาที่อยู่ในฌาณ

สรุปเป็นเนื้อหาง่ายๆดังนี้

๑. อภิภายตนะ ๘ อย่าง เป็นคุณลักษณะอย่างหนึ่งของจิตที่มีผลมาจากการเพ่งกสิณสีทุกสี คือ กสิณสีแดง สีเขียว สีเหลือง และสีขาว และนอกจากนี้ปฐวีกสิณ (กสิณดิน) ก็อาจทำได้บ้างเล็กน้อย ส่วนกสิณอื่นๆ นอกจากนี้ไม่สามารถทำให้เกิดอภิภายตนะใดๆ ได้เลยคำว่า อภิภายตนะ (Special Resistance) นี้ แปลว่า ภูมิคุ้มกันความบกพร่องทางอารมณ์ หรือ ภูมิคุ้มกันพิเศษทางอายตนะ หรือแปลง่ายๆ ว่า สัมผัสพิเศษ คือ มีความรู้สึกพิเศษที่แตกต่างไปจากคนทั่วไปเวลามองในสิ่งเดียวกัน เป็นภูมิคุ้มกันที่ทำให้จิตอยู่เหนืออารมณ์ทั้งปวงได้ โดยอารมณ์ต่างๆ จะไม่สามารถมีอิทธิพลครอบงำจิตของผู้มีอภิภายตนะได้ ไม่ว่าสิ่งนั้นๆ จะมีลักษณะเช่นใดก็ตาม เพราะสภาวะจิตของผู้ที่ได้อภิภายตนะจะตัดสินอารมณ์ได้ก่อนเสมอ ก่อนที่อารมณ์เหล่านั้นจะมาครอบงำจิตของท่านได้ เช่น เวลาสัมผัสกับอารมณ์ครั้งใด ท่านจะตัดสินอารมณ์ได้อย่างละเอียดชัดแจ้ง แล้วเกิดความรู้สึกขึ้นมาในใจด้วยอาการ ๓ ขั้นตอนเสมอว่า เรารู้แล้ว เราเห็นแล้ว เราเข้าใจธรรมชาติของสิ่งนี้แล้ว ก่อนที่ความไม่เข้าใจจะครอบงำจิต ทำให้หลงใหลยึดติดเพลิดเพลินไปตามอภิภายตนะนี้ ตามที่ท่านอธิบายไว้มีทั้งหมด ๘ อย่าง แต่อาจสรุปย่อๆ ได้ว่า ไม่ว่าผู้นั้นจะเป็นคนธรรมดา หรือ มีผู้ฌานวิเศษก็ตาม ถ้าได้อภิภายตนะแล้ว ในเวลาพบกับอารมณ์ไม่ว่า จะมีขนาดเล็กหรือขนาดใหญ่ มีความสวยงาม หรือ มีความสกปรก หรือน่าเกลียด ทั้งที่เห็นได้ด้วยตาเปล่าหรือเห็นด้วยตาทิพย์ก็ตาม จะมีสีสดสวยเป็นทับทิมแดง สีเขียวมรกต สีเหลืองบุษราคัม หรือ สีขาวเป็นเพชร ที่สวยงามเพียงใดก็ตาม เช่น เพชรพลอยต่างๆ ผู้นั้นจะมีความรู้สึกในใจว่า เรารู้แล้ว เรารู้ความจริงของสิ่งนี้แล้ว เราเห็นความเป็นธรรมดาของมันแล้ว ดังนี้ผุดขึ้นมาในความคิด ทำให้ไม่หลงยึดติดกับสิ่งที่เห็นเหล่านั้นได้สรุปความว่า อภิภายตนะที่ได้จากการเพ่งกสิณสีนี้ จะทำให้แนวความคิดและทัศนะการมองของผู้ได้มีความชัดเจนขึ้น ไม่เอนเอียงไปในทางใฝ่หาตามความต้องการของกิเลส ทำให้วางใจได้ เพราะรู้และเข้าใจธรรมชาติของมัน

๒. สุภวิโมกข์ ข้อนี้ก็เป็นความสามารถพิเศษเฉพาะกสิณสีเช่นเดียวกับข้ออภิภายตนะ ส่วนกสิณอื่นๆ ไม่สามารถได้อานิสงส์ข้อนี้คำว่า สุภวิโมกข์ (Beautifully or Liberation) แปลว่า หลุดพ้นได้ง่ายแม้มองเห็นสิ่งสวยงาม ซึ่งเป็นผลมาจากการที่เราสามารถสร้างภาพนิมิตของกสิณสีขึ้นมาในใจได้ และเห็นภาพนิมิตเหล่านั้นมีความสวยงามมากกว่าภาพที่เรามองเห็นด้วยตาเปล่า เป็นหลายร้อยเท่าดังนั้น ถึงแม้สิ่งที่เรามองเห็นด้วยตาเปล่าซึ่งคนทั่วไปเห็นว่าเป็นของสวยงาม แต่สำหรับผู้ที่ได้นิมิตกสิณที่สวยงามกว่านั้น จะมีความรู้สึกธรรมดา และยังสามารถทำให้บรรลุธรรมได้ด้วย แทนที่จะยึดติดหลงใหลเหมือนคนทั่วไปนอกจากนี้ คำว่า สุภวิโมกข์ ยังมีความหมายอีกอย่างหนึ่ง คือ ทำให้บรรลุธรรมได้ง่าย (Easily Liberation) อันเป็นผลมาจากอภิภายตนะด้วยเหมือนกัน

คัดบางส่วนมาจาก www.kasina.org

No comments: